เที่ยวเชค 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่คุณต้องไปเยือน

ปราสาทปราก และมหาวิหารเซ็นต์วิตุส Prague Castle & St. Vitus Cathedral

ปราสาทปราก (Prague Castle) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.885 เคยเป็นปราสาทของกษัตริย์แห่งเช็กในอดีต อีกทั้งเคยได้รับการรับรองจากกินเนสส์บุ๊ก ว่าเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวประมาณ 570 เมตร และความกว้างประมาณ 130 เมตร แต่ปัจจุบันรัฐบาลทำเป็นทำเนียบประธานาธิบดี, มหาวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1344 ด้วยศิลปะแบบโกธิค แต่แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1929 เป็นที่เก็บมงกุฎเพชรซึ่งทำขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 กษัตริย์ผู้สร้างความเจริญสูงสุดจนทำให้เมืองปราก

มหาวิหารเซนต์วิตัส (St. Vitus Cathedral) เป็นมหาวิหารสไตล์โกธิกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปร๊าก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ทรงโปรดให้สถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อแมททิวแห่งอาร์ราส (Matthhew of Arras) สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1344 มหาวิหารมีความกว้าง 60 เมตร ยาว124 เมตร หอคอยสูง 97 เมตร การก่อสร้างในช่วงแรกๆ ยังไม่สมบูรณ์ มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายร้อยปีค.ศ. จนมาเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1929
ภายในมหาวิหารประดับกระจกสีอันวิจิตรงดงาม เป็นรูปภาพของนักบุญและเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ที่น่าสนใจก็คือบริเวณแท่นบูชาของเซนต์เวนเซสลาส (Chapel of St. Wenceslas) ที่ตกแต่งด้วยภาพวาดเทคนิคเฟรสโกและอัญมณีมีค่าถึง 1,345 ชิ้น นอกจากนี้ภายในมหาวิหารยังเป็นที่ไว้พระศพของบรรดากษัตริย์สำคัญในอดีต พระศพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ก็ฝังอยู่ที่นี่ หลุมศพของพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 1 พระเจ้าแมกซิมิเลียนที่ 2 และพระมเหสีก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

สะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge)

เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อของสะพานชาร์ลส์กันอย่างแน่นอนใช่ เพราะเป็นสะพานเก่าแก่สไตล์โกธิกที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและงดงามมากกก เดิมนั้นมีชื่อว่าสะพานหิน หรือ สะพานแห่งกรุงปรากค่ะ แต่ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสะพานชาร์ลส์ เมื่อปี ค.ศ.1870 เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่4 ทรงโปรดให้สร้างสะพานใหม่ที่ทันสมัยขึ้น โดยสร้างทอดข้ามแม่น้ำวัลตาวาเชื่อมต่อระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตก มีความยาว 516 เมตร กว้าง 10 เมตร ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่สำคัญในฐานะเมืองแห่งเส้นทางการค้าขายขึ้นมานั่นเองค่ะ

จุดเด่นของสะพานแห่งนี้ก็คือรูปปั้นโลหะของเหล่านักบุญสไตล์บารอกที่ตั้งอยู่สองข้างตลอดแนวสะพานราว 30 องค์ค่ะ โดยรูปปั้นที่เก่าแก่ที่สุดบนสะพานคือรูปปั้นของนักบุญจอห์น เนโปมุก (John Nepomuk) สร้างเมื่อปีค.ศ. 1638 ซึ่งเป็นที่นับถือกันมาก เชื่อกันว่าถ้าใครได้สัมผัสแล้ว จะได้กลับมาที่ปรากอีกครั้ง ปัจจุบันรูปปั้นเหล่านี้ไม่ใช่รูปปั้นต้นฉบับนะคะ เป็นงานจำลองประติมากรรมดั้งเดิม เพราะถูกภัยพิบัติต่างๆ และน้ำท่วมหลายครั้งค่ะ

บนสะพานจะมีการแสดงเปิดหมวก เล่นดนตรี ร้องเพลงให้ชมเพลินๆ ถ้าอยากจะถ่ายรูปสวยๆ คนไม่เยอะ แนะนำให้มาช่วงเช้าหรือตอนกลางคืนนะคะ ชมแสงไฟกับแม่น้ำ อบอุ่นและโรแมนติกมากกกก

และยังมีหอสะพานเมืองเก่า (Old Town Bridge Tower) ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหอสะพานที่สวยที่สุดในยุโรปด้วยค่า สามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์จากดาดฟ้าของหอคอยสะพานได้ ถือว่าเป็นหนึ่งในอาคารสไตล์โกธิคพลเรือนที่น่าอัศจรรย์มากที่สุดของโลก 

นาฬิกาดาราศาสตร์ Astronomical Clock

ที่ย่านเมืองเก่าของกรุงปรากจะมีไฮไลท์เด็ดที่สำคัญคือ นาฬิกาดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ได้รับการยกย่องเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองมากว่า 600 ปี สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1410 แต่ตัวนาฬิกาหยุดทำงานบ่อย จึงต้องซ่อมแซมส่วนกลไกหลายครั้ง ตั้งแต่ปีค.ศ. 1552 – 1560 โดยเดอะมาสเตอร์ ฮานาส (The Master Hanus) หลังจากสร้างเสร็จ คนประดิษฐ์นาฬิกาชิ้นนี้ก็ถูกควักลูกตาให้ตาบอด เพื่อที่จะไม่สามารถไปสร้างนาฬิกาแบบเดียวกันนี้ได้อีก...

ซึ่งเป็นการสร้างที่ประณีตและละเอียดที่สุดที่เคยมีการสร้างมาเลยค่ะ แถมไม่เหมือนใครในโลกอีกด้วย นอกจากสวยงามแล้วยังใช้ได้จริงในปัจจุบันอีกด้วยนะคะ ทุกๆ ชั่วโมงนาฬิกาเรือนนี้จะเหมือนมีชีวิต โดยรูปปั้นสาวกของพระเยซูคริสต์ทั้ง 12 คน จะออกมาแสดงท่าทางและการเคลื่อนไหวต่างๆ พร้อมรูปปั้นอีกมากมายที่มีความหมายถึงกิเลสต่างๆ ของมนุษย์ เช่น Vanity เป็นตุ๊กตาที่ถือกระจกส่องหน้า แทนความลุ่มหลง, Greedy ตุ๊กตานายทุนเงินกู้ แทนความละโมภ, Lust ตุ๊กตาที่เชิดหน้าขึ้นลงได้ คล้ายๆ คนบ้าบุ่มบ่าม มุทะลุ แทนตัณหา ราคะ, Death ตุ๊กตาโครงกระดูก แทนความตายและความมืดบอดทางปัญญา เป็นต้นค่ะ

นอกจากบอกเวลาแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังสามารถบอกรายละเอียดอื่นๆ ได้อีกมากมาย ที่ขอบอกว่าล้ำมากกก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ปฎิทินวัน เดือน ปีต่างๆ ราศีทั้ง 12 ราศี ดวงดาวในปัจจุบัน พร้อมกับแสดงฤดูเก็บเกี่ยวต่างๆ

โดยก่อนที่นาฬิกาจะแสดงการบอกเวลาทุกๆ ชั่วโมง ผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็จะรวมตัวกันตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 ถึง 21:00 น. เพื่อชมนาฬิกาดาราศาสตร์แห่งนี้ค่ะ

และยังขึ้นไปบนหอนาฬิกาใน Old Town Hall เพื่อชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปรากได้อีกด้วย

เชสกี้ ครุมลอฟ Cesky Krumlov

เชสกี้ ครุมลอฟ เมืองโบราณเล็กๆ ที่ใครมาสัมผัสก็ต้องหลงรัก เป็นเมืองมรดกโลกที่โด่งดัง น่ารักฟรุ้งฟริ้งและโรแมนติกสุดๆ โอบล้อมด้วยแม่น้ำ Vltava ที่โค้งไปตามเนินเขาเหมือนรูปตัว S ทำให้ภูมิทัศน์ของตัวเมืองเหมือนกับหยดน้ำที่กำลังจะร่วงหล่นลงมาจากขั้วนั่นเองค่ะ 

และฟินต่อกับการเดินเล่น ดื่มด่ำบรรยากาศทั่วเมือง รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปสู่ยุคอดีตอย่างไงอย่างนั้นเลยค่า อาคารบ้านเรือนยังคงรักษาศิลปะวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดดเด่นด้วยหลังคาสีส้มแดงสุดคลาสสิค ถ้ามองจากมุมสูงคือสวยมากกก เมืองอะไรก็ไม่รู้มีเสน่ห์ฝุดๆ สวยตั้งแต่ผนังยันประตู ถ่ายรูปออกมาไม่ว่าจะมุมไหนก็เลิศ แค่ได้เดินเล่นในเมืองก็มีความสุขแล้วค่ะพูดเลย

เดินมาหิวๆ ก็มีร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ และร้านค้าให้เลือกมากมาย โดยสินค้าชื่อดังของที่นี่คืออัญมณี โดยเฉพาะพลอยแดงหรือโกเมนของโบฮีเมียค่ะ ซึ่งถือเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของเมืองเลยก็ว่าได้ ซื้อไปเป็นของฝากรับรองว่าถูกใจคนรับแน่นอนนน 

ต่อมาที่เห็นตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาคือ ปราสาทเชสกี้ ครุมลอฟค่า เป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากปราสาทกรุงปราก และยังคงคอนเซปสีหวานๆ น่ารักๆ ไว้เหมือนเดิม สวยงามอย่างกับปราสาทเจ้าหญิงในนิยายแน่ะ ข้างๆ มีหอคอยสีสันสดใส ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเฟรสโกหรือภาพปูนเปียกที่เน้นการเล่นลาย ขนาดผ่านมาหลายร้อยปีแล้วแต่ลวดลายและสีสันยังคงความงดงามไว้ไม่เปลี่ยนเลยนะคะเนี่ย

ปราสาทสามารถชมได้ฟรี แต่ถ้าจะเข้าไปชมด้านในต้องซื้อทัวร์ค่า ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ราคา 100 CZK, เด็กราคา 50 CZK และยังสามารถขึ้นไปชมวิวสวยๆ แบบ 360 องศาบนหอคอยได้ โดยผู้ใหญ่ราคา 50 CZK, เด็กราคา 30 CZK เปิดให้เข้าชมทุกวัน แต่ในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. และ พ.ย.-ธ.ค. จะปิดทุกวันจันทร์ค่ะ

สถาปัตยกรรมสุดวิจิตร ที่ Brno’s Cathedral of St. Peter and Paul

เมื่อมาถึงเมืองเบอร์โน จะเห็น Brno’s Cathedral of St. Peter and Paul ที่เป็นทั้งโบสถ์และอนุเสาวรีย์แห่งชาติ ตั้งอยู่บนเนินเขา สวยงามโดดเด่นมาแต่ไกล ล้อมรอบด้วยสวนอันร่มรื่นและเงียบสงบ ไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ถือเป็นโบสถ์ประจำเมืองและยังเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมของแคว้น South Moravia ที่สำคัญที่สุดอีกด้วยค่ะ

ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดยสถาปนิกชื่อ August Kirstein เป็นการตกแต่งตามแนวฟื้นฟูโกธิค ด้านนอกว่าอลังการแล้ว เดินเข้ามาด้านในนี่รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเลยค่ะ สวยงามสะกดสายตามากๆ ผนังสีขาว ประดับด้วยภาพวาดและรูปปั้นที่สวยงามมากมาย มีห้องใต้ดินที่เปิดให้เดินชมประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ และประติมากรรมต่างๆ ทางศาสนา โดยจะมีการจัดนิทรรศการ การแสดงบรรยายขึ้นเป็นครั้งคราวค่ะ หรือจะขึ้นไปชมวิวแจ่มๆ ของเมืองเบอร์โน บนหอคอยที่มีความสูงถึง 84 ก็ได้นะค้า แต่ต้องเสียค่าเข้านิดหน่อย

สำหรับคนที่นับถือศาสนาคริสต์ สามารถมาเข้ามิสซาที่นี่ได้โดยจะมีพิธีทุกวัน เริ่มตั้งแต่ 7 โมงครึ่งเป็นต้นไปค่ะ และถ้าเดินผ่านโบสถ์ในตอน 11 โมง จะได้ยินเสียงระฆังดังอีกด้วย สงสัยไหมคะว่า ทำไมถึงดังตอน 11 โมงแทนที่จะเป็นตอนเที่ยงวัน? ก็เพราะว่า ในช่วงสงคราม 30 ปี เมืองเบอร์โนได้ถูกทหารสวีเดนล้อมไว้ และเมื่อไหร่ที่โจมตีเมืองเบอร์โนได้สำเร็จ ทหารจะประกาศโดยการลั่นระฆังในตอนเที่ยงตรง โดยระหว่างการต่อสู้ ผู้คนในเมืองจึงตั้งระฆังให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง เพื่อหลอกทหารสวีเดนหยุดให้โจมตี และถอยทัพกลับไปมือเปล่านั่นเอง

คาร์โลวี วารี (Karlovy Vary)

 คาร์โลวี วารี (Karlovy Vary) เป็นเมืองที่มีความน่ารักมากๆ เมืองนี้ตั้งท่ามกลางเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์ และมีแม่น้ำเทปลา ที่เป็นสายเลือดใหญ่ไวไหลหล่อเลี้ยงชีวิตของคนทั้งเมือง คาร์โลวี วารี จึงได้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสปาที่ใหญ่ที่สุดของเช็ก ตามตำนานบอกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ทรงพบแหล่งน้ำแร่ที่เมืองนี้ในปีค.ศ. 1358 เมื่อครั้งเสด็จฯ ออกล่าสัตว์แล้วสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งตกลงไปในน้ำพุร้อน นับแต่นั้นเมืองก็มีชื่อเป็นต้นมา จนถึงเดี๋ยวนี้ทั้งเมืองมีน้ำพุน้ำแร่อุณหภูมิตั้งแต่ 42-72 องศาเซลเซียสทั้งหมด 12 แห่ง  สปา ที่เมืองนี้มีชื่อไปทั่วโลกว่าเป็นศูนย์กลางบำบัดโรคภัยต่างๆ มีเจ้านายหลายพระองค์เคยเสด็จฯ เยือนอาทิ จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรีย พระเจ้าปีค.ศ.เตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย และพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 แห่งปรัสเซีย ทำให้ที่นี่กลายเป็นรีสอร์ตสุขภาพระดับโลก นอกจากนี้คาร์โลวี วารียังได้ชื่อว่าเป็นที่ชุมนุมของเหล่าศิลปินชื่อดังด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกอเธ่ บาค บีโธเฟน หรือวากเนอร์ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ชื่อเสียงด้านสปาก็ยังคงอยู่ ขั้นตอนการรักษาโรคได้ถูกพัฒนา โดยใช้การบำบัดตามธรรมชาติควบคู่ไปกับการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ เพราะ เป็นเมืองแห่งสปาที่โด่งดังที่สุด เราจึงไม่พลาดที่จะไปยังพิพิธภัณฑ์น้ำแร่ธรรมชาติ เมื่อเข้าไปก็พบกับกลุ่มคุณลุงคุณป้าจำนวนหนึ่งนั่งอยู่รอบๆแท่นน้ำพุน้ำแร่อุณหภูมิตั้งแต่ 30, 50 และ 72 องศาเซลเซียสให้ได้ลองดื่ม 

การดื่มน้ำแร่ที่นี่นั้นต้องดื่มกับแก้วพิเศษโดยเฉพาะ เป็นแก้วพอร์ซเลนที่มีปากยื่นออกมาเหมือนกาน้ำ อากาศก็แสนบริสุทธิ์สดชื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจะพากันหลั่งไหลมาตากอากาศที่นี่ 
นอกจากจะได้พักผ่อนแล้ว ยังได้สัมผัสกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ของอดีตที่มีอยู่ทุกหนแห่งอีกด้วย หากต้องการที่จะดื่มน้ำแร่ เชื่อว่าอีกแก้วของคุณต้องเป็นที่ คาร์โลวี วารี เมืองพิเศษที่มาแล้วไม่อยาก
กลับบ้าน เมืองที่มาแล้วรู้สึกหลงรักจนบรรยายได้ไม่หมด

ห้องสมุด The Clementinum และ Strahov Monastery

เมื่อมาถึงกรุงปรากแล้วมองขึ้นไปบนเนินเขาสูง จะเห็นอารามอันเก่าแก่ตั้งตะหง่านอยู่ มีชื่อว่า Strahov Monastery ค่า เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสองของกรุงปราก ก่อตั้งขึ้นในปี 1143 แต่ได้มีการสร้างและซ่อมแซมหลายต่อหลายครั้ง เพราะได้รับความเสียหายจากการบุกของศัตรูค่ะ

และเมื่อเราขึ้นไปบนอาราม จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพสวยๆ ของเมืองได้แบบพาโนราม่ากันเลยทีเดียว ถือเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของกรุงปรากเลยนะคะ ปัจจุบันภายในวิหารใช้สำหรับการจัดนิทรรศการ หอศิลป์ และจัดแสดงงานศิลปะต่างๆ ยังค่ะ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ด้านในยังมีห้องสมุด ที่ได้ชื่อว่าเป็นห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลกกกกอีกด้วย

The Clementinum ห้องสมุดหรือหอสมุดแห่งชาติ ที่มีความใหญ่โตอลังการมากกก สวยงามสมกับตำแหน่งที่ได้จริงๆ และยังได้รับรางวัลแห่งความทรงจำของโลกจากองค์กรยูเนสโก้ ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าของโลกเลยค่า

โดยห้องสมุดแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 800 ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบบารอค จิตรกรรมบนฝาผนังที่ไล่ตั้งแต่พื้นไปถึงเพดานนั้นเก็บรายละเอียดได้สวยงามและปราณีตมากๆ การจัดวางหนังสือมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย บรรยากาศก็ดี และหนอนหนังสือจะต้องกรี๊ดดดสลบ เพราะที่นี่มีหนังสือกว่า 2แสนเล่ม! เรียกได้ว่าสามารถมานั่งอ่านกันได้เป็นปีๆ เลยล่ะค่า รวมหนังสือต้นฉบับ 3,000 เล่ม และหนังสือที่ตีพิมพ์ในยุคแรกๆ อีก 1,500 เล่ม ทุกเล่มนั้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี มีหนังสือวรรณกรรมเก่าแก่ที่หายากและที่เป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย บางส่วนยังถูกมอบหมายให้ทาง Google สแกนไปเก็บเอาไว้เป็น Google Book อีกด้วย

ปราสาท Karlstejn Castle

Karlstejn Castle ปราสาทที่ผสมผสานทั้งแบบกอธิคและเรเนสซองค์ ที่มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งอยู่บนเนินเขา โดยไล่ระดับจากต่ำไปหาสูง มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ยิ่งใหญ่และมีเสน่ห์มากๆ เป็นปราสาทที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาชมเยอะที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอีกด้วยค่ะ

ก่อตั้งขึ้นในปี 1348 โดยจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 4 แต่เดิมถูกใช้เป็นที่เก็บรักษาพระราชสมบัติของเหล่าจักรพรรดิและกษัตริย์แห่งอาณาจักรโรมัน ทั้งเครื่องแต่งกาย มงกุฏเพชร อัญมณี เพชรนิลจินตาต่างๆ และยังเป็นที่เก็บของเอกสารของรัฐด้วยค่ะ

ภายในปราสาทตกแต่งไว้หรูหรามากกก ศิลปะโบราณและจิตรกรรมฝาผนังก็สวยงาม เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย อ้อ..แล้วอย่าลืมเข้าไปชมแบบจำลองมงกุฎในพิธีราชาภิเษกของเช็กในห้องสมบัตินะคะ สวยมากๆ

เดินชมภายในเพลินๆ เสร็จแล้วก็ยังสามารถขึ้นไปชมวิวบนหอคอยของปราสาท ที่มีความสูงถึง 60 เมตรได้ด้วยค่ะ เมื่อมองลงมาจะเห็นทิวทัศน์มุมกว้างที่ปกคลุมไปด้วยป่าสีเขียวและไร่องุ่น เแม่น้ำ Berounka กำลังไหลผ่านหมู่บ้านสีสันน่ารักๆ ที่อยู่ด้านล่าง เป็นวิวที่น่าทึ่งสุดๆ เล้ยยย

ถึงปราสาทจะอยู่บนเนินเขาสูง เดินขึ้นไปอาจจะหอบนิดหน่อย แต่ก็คุ้มนะคะ 555 เพราะสวยงามมากจริงๆ แถมระหว่างทางที่เดินขึ้นไปไม่น่าเบื่อเลย เพราะข้างถนนจะเต็มไปด้วย โรงแรม คาเฟ่ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขนม และร้านของที่ระลึกมากมาย เหนื่อยก็แวะเติมพลัง ระหว่างทางก็ยังได้ชมทัศนียภาพอันงดงามและมีมุมดีๆ ให้ถ่ายรูปกันเพลินๆ อีกด้วยค่า

โดยจะเปิดให้เข้าชมตลอดทั้งปี ยกเว้นเดือนพฤศจิกายน ตั้งแต่ 9 โมงเข้า – 6 โมงเย็นแล้วแต่ช่วงค่ะ

อนุสาวรีย์ Holy Trinity Column, Olomouc

อีกสถานที่ที่พลาดไม่ได้เด็ดขาดเลยก็คือ อนุเสาวรีย์ Holy Trinity Column ค่า เป็นอนุเสาวรีย์อันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง Olomouc หนึ่งในเมืองอันเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์เลื่องลือมากๆ รองจากกรุงปรากค่ะ

สร้างขึ้นเพื่อจัดงานฉลองพิธีต่างๆ ของศาสนาคริสต์ และเพื่อแสดงถึงความความศรัทธา เทิดทูนต่อพระแม่มารีอาและพระผู้เป็นเจ้า ที่ช่วยปกป้องรักษาเมืองและชาวเชกให้รอดพ้นจากโรคระบาดอย่างหนักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 นั่นเองค่ะ

ถือเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวเชกมานานกว่า 300 ปี และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักชาติและความสามัคคีของชาวเมืองอีกด้วยค่ะ เพราะทุกคนร่วมมือร่วมใจกันสร้างอนุเสาวรีย์นี้ขึ้นมาด้วยแรงศรัทธา ทั้งวิศวกร ประติมากร ศิลปิน ช่างแกะสลัก ช่างฝีมือ ประชาชน รวมถึงนักบุญ ได้ช่วยกันโดยไม่ได้รับค่าจ้างวานเลยนะคะ มาด้วยใจล้วนๆ และงบที่ใช้ก็มาจากเงินบริจาคของประชาชนทั้งหมด โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1716 – 1754 รวมระยะเวลานานถึง 38 ปีเลยทีเดียวค่า

อนุเสาวรีย์แห่งนี้มีความสูงถึง 35 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาร็อค สร้างจากหินอ่อนคาร์รารา ประดับด้วยสำริดเคลือบทองคำ รายละเอียดปราณีตและงดงามมากกกก ถือเป็นศิลปะสไตล์บาร็อคที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นที่สุดในแถบยุโรปกลาง จนองค์กรยูเนสโก้ยังยกให้เป็นมรดกโลกในปี 2000 อีกด้วยค่ะ

จตุรัส Premysla Otakara II Square, Ceske Budejovice

ใครที่กำลังมองหาสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจแบบง่ายๆ ชิลๆ ไม่จอแจ ลองมาที่จตุรัส Premysla Otakara II ดูนะค้าา เป็นจตุรัสกลางเมืองที่สวยมาก เรียงรายด้วยอาคารสไตล์บาร็อคสีพาสเทลน่ารักๆ และถนนหนทางตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยค่ะ ตรงกลางประดับด้วยน้ำพุแซมซั่น (Samson’s Fountain) ที่ทำจากหิน มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 17 เมตร สามารถเดินเล่นได้รอบจตุรัส ถ่ายรูปสวยๆ ได้ทั้งกลางวันกลางคืน และยังมีร้านค้ามากมายให้เลือกช็อปปิ้งกันเพลินๆ อีกด้วยค่า

จัตุรัสแห่งนี้อยู่ที่เมือง Ceske Budejovice เป็นเมืองท่องเที่ยวเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นโบฮีเมียใต้ (South Bohemia) มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่น้อยไปกว่ากรุงปราก และ เมืองเชสกี้ ครุมลอฟเลยค่ะ มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบโกธิค เรเนสซองส์ และบาร็อคได้อย่างลงตัวและงดงามสุดๆ เป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และยังเป็นเมืองต้นกำเนิดของเบียร์ชื่อดังในยุโรป คือ Budweiser ด้วยค่ะ


สนใจทัวร์ยุโรป

 Tel: 0-2926-3508-9, 0-2903-1406

       0-2926-3482,081-694-4926

 Email: angeltour.organizer@gmail.com

 Id Line: @angeltour, Id Line: angeltour99


ขอขอบคุณ

prague.fm, วิกิพีเดีย

https://travel.kapook.com/view31570.html


Powered by MakeWebEasy.com